รีวิว Harley-Davidson Sportster S บ็อบเบอร์ครุยเซอร์ล่าสุด “ยุคใหม่ของ H-D”

หลังการเปิดตัวพร้อมเคาะราคาในประเทศไทยอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนก่อน ในที่สุด เราก็ได้มีโอกาสทดสอบและทำ รีวิว Harley-Davidson Sportster S บ็อบเบอร์ครุยเซอร์รุ่นล่าสุด ที่นำเสนอ “ยุคใหม่ของ H-D” แบบ 1st Impression Review มาให้เพื่อนๆได้รับชมกันแล้ว มาว่ากันเลยครับ

แม้จะมีชื่อรุ่นว่า Sportster แต่ในความเป็นจริงแล้ว มันก็ไม่ได้ใช้พื้นฐานตัวรถใดๆร่วมกับ Harley-Davidson Forty-Eight, Iron 883, Iron 1200 ที่ถือเป็นรถมอเตอร์ไซค์ตระกูล Sportster ด้วยกันเลย มีแค่เพียงชื่อรุ่นและคอนเซปท์การออกแบบที่เน้นภาพลักษณ์ความบึกบึน ดุดัน เป็นหลัก ซึ่งในคราวนี้ เจ้า Sportster S ก็จะมีหน้าตาที่เน้นภาพลักษณ์นั้นให้ชัดเจนขึ้นไปอีกด้วยเพิ่มกลิ่นอายของรุ่นพี่โฉมแรกที่ถือกำเนิดขึ้นในปี ค.ศ. 1957 ซึ่งนิยมนำไปใช้ลงแข่งขันในรายการประเภท Flat-Track เข้าไปด้วย ดังนั้นเราจึงเห็นได้ว่า เจ้าสปอร์ตครุยเซอร์รุ่นนี้ จะถูกออกแบบตัวรถให้มีมิติที่บึกบึน แน่นขนัดไปด้วยมัดกล้าม

harley-davidson-sportster-s-review-017

ชุดโคมไฟหน้า LED ที่เห็นได้ค่อนข้างชัดเจนว่ายกมาจาก Harley-Davidson Fatbob

harley-davidson-sportster-s-review-003

ถังน้ำมันความจุ 11.8 ลิตร ทรงหยดน้ำที่มีความเหลี่ยมแล้วก็ยาวมากกว่าปกติ

harley-davidson-sportster-s-review-006

ชุดเบาะนั่งให้มาแบบตอนเดียวสำหรับผู้ขี่เท่านั้น แต่บังโคลนท้ายเองที่เห็นว่ามีขนาดสั้นกุด ทว่าอันที่จริงผู้ใช้สามารถเปิดฝาท้ายออกเพื่อติดตั้งเบาะนั่งสำหรับผู้ซ้อนที่เป็นของแต่งซื้อแยกในภายหลังได้

harley-davidson-sportster-s-review-008
และที่ขาดไม่ได้คือท่อไอเสียแบบเดินแนวคอท่อถึงปลายคู่ยกสูงจนแทบจะเป็นระนาบเดียวกับเบาะ ซึ่งตอกย้ำภาพลักษณ์ความเป็น สปอร์ตครุยเซอร์สไตล์แฟลทแทร็คสุดแกร่งมากขึ้นไปอีก

harley-davidson-sportster-s-review-010
นอกนั้นในส่วนชุดเฟรม ก็แน่นอนว่าจะต้องเป็นชุดเฟรมโครงเหล็กแบบใหม่ที่ถูกออกแบบมาเพื่อเจ้า Sportster S รุ่นนี้โดยเฉพาะ เน้นจุดศูนย์ถ่วงให้ต่ำลง แต่น้ำหนักก็เบาลงด้วยในเวลาเดียวกัน

harley-davidson-sportster-s-review-016
พักเท้าเป็นแบบฟอร์เวิร์ด-คอนโทรล

harley-davidson-sportster-s-review-005
มือเบรก-มือคลัทช์สามารถปรับระยะได้

harley-davidson-sportster-s-review-018
ชุดล้ออัลลอยด์รัดด้วยยางหน้ากว้างทั้งด้านหน้าและด้านหลัง โดยรัดด้วยยางไซส์ 160/70-17 และ 180/70-16 ตามลำดับหน้า-หลัง

harley-davidson-sportster-s-review-002
ชุดหน้าจอมาตรวัดแบบกรอบกลม TFT ขนาด 4 นิ้ว แสดงผลข้อมูลหลายอย่างทั้ง รอบเครื่องยนต์, ความเร็ว, ตำแหน่งเกียร์, ระยะทางรวม, ระยะทางทริป, ระดับน้ำมันเชื้อเพลิง, เวลา, อุณหภูมิเครื่องยนต์, อุณหภูมิแวดล้อม, ตำแหน่งขาตั้ง, ระยะทางที่วิ่งต่อไปได้, แรงดันลมยาง, แรงดันไฟแบตฯ, พร้อมกันนี้ยังรองรับการเชื่อมต่อกับโทรศัพท์มือถือผ่านสัญญาณบลูทูธเพื่อใช้งานฟังก์ชันการรับสายโทรเข้า, เล่นเพลง, ระบบนำทาง ผ่านแอพพลิเคชัน H-D App ได้ด้วย

และยังมีระบบลูกเล่นอีกมากมายเช่น Riding Mode 4 รูปแบบ ได้แก่ Sport, Road, Rain และ CUSTOM ที่ผู้ขี่สามารถปรับความแรงเครื่องยนต์, ความไวของ Cornering Traction Control, แรงหน่วงเครื่องยนต์ (Engine Brake) ได้ด้วย, ระบบป้องกันล้อหน้าลอย Front-Wheel Lift Mitigation (FLM), Cornering Enhanced Drag-Torque Slip Control System (C-DSCS), ขณะที่ระบบป้องกันล้อล็อค ก็เป็นแบบ Cornering-ABS เรียบร้อย และมีระบบ Cruise Control มาให้ด้วยเพื่อความสะดวกสบาย

harley-davidson-sportster-s-review-004
และด้วยลูกเล่นระบบต่างๆที่มากมายขนาดนี้จึงทำให้ประกับสวิทช์แฮนด์ซ้ายและขวาของ Harley-Davidson Sportster S นั้นเต็มไปด้วยปุ่มต่างๆมากมาย

Harley-Davidson-Sportster-S-Ride-Position
สำหรับท่านั่งของ Harley-Davidson Sportster S ในเบื้องต้น ก็แน่นอนว่าสำหรับผู่ขี่ไซส์เอเชียอย่างเราๆย่อมไม่ติดปัญหาในเรื่องความสูงเบาะกันอยู่แล้ว เนื่องจากเบาะของมันไม่ได้สูงมากเท่าไหร่นัก อยู่ในระดับที่ผู้ขี่ไซส์สูงไม่เกิน 170 เซนติเมตร สามารถนั่งลงแล้วใช้เท้าทั้งสองข้างแตะพื้นพร้อมหย่อนเข่านิดๆได้สบายๆ (แต่อาจจะต้องระวังเรื่องความร้อนจากคอท่อนิดหน่อย เพราะแม้จะมีตัวการ์ดกันความร้อนอยู่แล้ว แต่ถ้าผู้ขี่ใส่กางเกงขาสั้น ยังไงก็สามารถสัมผัสได้ถึงรังสีความร้อนจากไอเสียที่ถูกปล่อยออกมาอยู่ดี

Harley-Davidson-Sportster-S-Hand-Position
ขณะที่ในส่วนของแฮนด์บาร์ สิ่งที่ผุู้ทดสอบอยากชมจริงๆในครั้งนี้ ก็คือขนาดของปลอกแฮนด์ที่เล็กลง กระชับมือมากยิ่งขึ้น เช่นเดียวกับขนาดก้านเบรก ที่ดูจะเข้ากันกับผู้ขี่ไซส์เอเชียมากกว่าเดิม ส่วนความกว้างอยู่ในระดับกำลังดี แต่ความสูงอาจจะรู้สึกเตี้ยกว่าปกติเล็กน้อยจนอาจจะทำให้รู้สึกว่าหน้ารถโล่งไปบ้าง ทว่ามันก็แลกมาซึ่งความพอดีของท่าทางในตอนที่ผู้ขี่อยากจะโน้มตัวไปข้างหน้าเพื่อต้านแรงดึงจากตัวรถตอนเปิดคันเร่งหนักๆนั่นเอง

อย่างไรก็ดี ด้วยตำแหน่งพักเท้าที่เป็นแบบฟอร์ดเวิร์ดคอนโทรล จึงทำให้หากผู้ขี่ที่ไม่เคยสัมผัสรถมอเตอร์ไซค์ของ Harley-Davidson มาก่อน ก็อาจจะต้องปรับตัวในการนั่งควบคุมรถด้วยท่านี้พอสมควร แต่ถ้าหากชินแล้ว ก็จะพบว่ามันเป็นท่านั่งที่ค่อนข้างสะดวกสบายสำหรับการขี่เป็นระยะเวลานานๆพอสมควร หรือถ้าหากยังไม่ชินสักที จะซื้อพักเท้าแต่งแบบมิด-คอนโทรลมาใช้แทนในภายหลังก็ได้

harley-davidson-sportster-s-review-009
ด้านขุมกำลังของมันที่ช่วยให้ตัวรถดูบึกบึนไปอีกขึ้น ก็จะเป็นขุมกำลังบล็อคใหม่ V-Twin Revolution-Max 1250T เหมือนกับที่อยู่ในแอดเวนเจอร์-ทัวร์ริ่งไบค์คันแรกของค่าย Pan America 1250 ซึ่งเป็นขุมกำลังเครื่องยนต์ที่นำเอาบล็อค V-Twin Revolution 1,252cc ใน Harley-Davidson “V-Rod” กลับมาต่อยอดใหม่อีกครั้ง โดยจุดเด่นของเครื่องยนต์ตระกูลนี้ก็คือการที่มันเป็นเครื่องยนต์ V-Twin DOHC พร้อมระบบวาล์วแปรผัน VVT ระบายความร้อนด้วยน้ำรอบค่อนข้างจัดเมื่อเทียบกับเครื่องยนต์ตระกูลอื่นๆของทางค่ายเนื่องจากเรดไลน์มีตัวเลขสูงสุดถึง 9,500 รอบ/นาที โดยแรงบิดสูงสุด 127.5 นิวตันเมตร ของมันต้องใช้รอบในการเรียกสูงถึง 6,000 รอบ/นาที จากปกติในเครื่องยนต์ลูกอื่นๆที่จะเรียกได้ในช่วง 3,000-4,000 รอบ/นาที ส่วนแรงม้าสูงสุดก็อยู่ที่ 121 แรงม้า (HP) ที่ 7,500 รอบ/นาที (ถูกปรับจูนลงมาจาก Pan America เนื่องจากแอดเวนเจอร์-ทัวร์ริ่งไบค์รุ่นนี้ได้เครื่องยนต์ 150 แรงม้า bhp) ซึ่งจะส่งกำลังด้วยสายพานขับ อันเป็นเอกลักษณ์ของ HD

harley-davidson-sportster-s-review-013
จากการทดสอบในเบื้องต้น หากเป็นผู้ที่เคยขี่รถมอเตอร์ไซค์ Harley-Davidson รุ่นอื่นๆมาก่อน ก็จะต้องแปลกใจในทันที เมื่อพบว่านิสัยของขุมกำลังที่อยู่ใน Sportster S คันนี้ มีบุคลิกที่ไม่เหมือนกับรถมอเตอร์ไซค์รุ่นอื่นใดของค่ายที่วางจำหน่ายในปัจจุบันเลย (ไม่นับ Pan America 1250 ที่ใช้เครื่องยนต์บล็อคเดียวกัน) เนื่องจากหากเป็นรถครุยเซอร์รุ่นอื่นๆของทางค่ายแล้ว แทบทั้งหมดจะมาพร้อมกับเครื่องยนต์ที่สามารถเรียกแรงบิดได้ในรอบต่ำชนิดที่ว่าหลายครั้งไม่ต้องเปิดคันเร่ง แค่ปล่อยคลัทช์ออกทีละนิด รถก็พร้อมจะไหลออกไปได้ หรือถ้าเปิดคันเร่งหนักๆจากหยุดนิ่ง รถก็พร้อมจะทะยานออกไปตามฉบับรถแรงบิดเยอะในรอบต่ำทันที

แต่ในทางกลับกัน สำหรับขุมกำลังที่อยู่ในเจ้า Sportster S คันนี้ แรงบิดที่เคยสัมผัสได้ชัดเจนในรอบต่ำเมื่อเทียบกับรุ่นพี่นั้นจะถูกปรับลดลงไปอย่างเห็นได้ชัด และในขณะเดียวกันมันก็จะให้ความสนุกเมื่อต้องเปิดคันเร่งแล้วไล่รอบเครื่องยนต์ไปสู่ย่านกลางและย่านสูงที่จัดจ้านยิ่งกว่า ทำให้การควบคุมคันเร่งเป็นไปได้อย่างไหลลื่นไม่มีอากากระตุกหรือกระชากให้หวิวใจ สามารถเปิดคันเร่งให้ท้ายสไลด์แล้วควบคุมอาการได้สบายๆ ถ้าคุณใจถึงพอ (แต่อันที่จริงระบบ Traction Control ที่ให้มาก็ทำงานค่อนข้างเนียน ทำให้ผู้ขี่สามารถควบคุมอาการของท้ายรถได้ง่ายและปลอดภัยมากยิ่งขึ้นอยู่แล้ว) โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการใช้งาน Riding Mode แบบ Sport Mode ซึ่งเป็นโหมดที่เครื่องยนต์จะแสดงพละกำลังอย่างเต็มที่ ก็ยิ่งให้ความสนุกสนานในการไล่รอบมากยิ่งขึ้น

harley-davidson-sportster-s-review-019
ระบบกันสะเทือนด้านหน้าเป็นแบบโช้กอัพตะเกียบคู่หัวกลับ ขนาดแกน 43 มิลลิเมตร ปรับเซ็ทได้ทุกค่า – ด้านหลังเป็นโช้กเดี่ยว ปรับเซ็ทได้ทุกค่าเช่นกัน ซ่อนไว้ในเฟรมทำงานร่วมสวิงอาร์มโครงเหล็กแขนคู่ และกลไกกระเดื่องทดแรง ซึ่งการเซ็ทติ้งในภาพรวม ผู้ทดสอบก็พบว่า แม้ตัวรถจะถูกออกแบบให้ดูค่อนข้างเตี้ย แต่ระบบกันสะเทือนที่ถูกเซ็ทมาก็ยังสามารถยุบตัวเพื่อซับแรงกระแทกจากผิวถนนจำพวกลูกระนาดได้ดี (ไม่ได้เหมือนกับรถมอเตอร์ไซค์เตี้ยๆทั่วไป ที่มักจะเซ็ทโช้กให้แข็งไว้ก่อนเพื่อป้องกันอาการโช้กยุบตัวสุดจนท้องรถขูดพื้นง่ายๆ)

ส่วนความคล่องตัวในการพลิกเลี้ยวต่างๆก็จัดว่าค่อนข้างหน้าประทับใจ เพราะแม้ล้อที่ให้มาจะรัดด้วยยางขนาดใหญ่ และฐานล้อของรถก็ค่อนข้างยาวจากตัวเลข 1,520 มิลลิเมตร แต่องศาแผงคอที่ค่อนข้างชันกว่าครุยเซอร์ทั่วๆไป คือ 30 องศา และระยะเทรลอีก 90 มิลลิเมตร กับลักษณะของยางหน้าที่เป็นแบบ V-Shape รวมถึงน้ำหนักตัวที่เบาเพียง 228 กิโลกรัม (ถือว่าเบาแล้วเมื่อเทียบกับครุยเซอร์รุ่นอื่นๆในค่ายเดี่ยวกัน) ของเจ้า Sportster S ก็ทำให้มันจัดว่าเป็นหนึ่งในรถครุยเซอร์ที่สามารถพลิกเลี้ยวได้ง่าย และไม่ต้องตีวงเลี้ยวมากอย่างที่คิดไว้ในตอนแรก

harley-davidson-sportster-s-review-012
ระบบเบรกแม้ด้านหน้าจะเป็นแบบ ดิสก์เดี่ยว แต่ก็ทำงานร่วมปั๊มเรเดียลเมาท์ 4 พอร์ท และปั๊มบนแบบเรเดียลของ Brembo ส่วนเบรกหลังก็เป็นดิสก์เดี่ยวที่ทำงานร่วมกับปั๊มเบรกจาก Brembo เช่นกัน จึงทำให้ในภาพรวมการหยุดชะลอรถคันนี้ก็ยังคงสามารถทำได้อย่างมั่นใจ เป็นไปตามแรงกดของนิ้วมือ ไม่ได้รู้สึกว่าฝืนหรือทื่อแต่อย่างใด ขณะที่ระบบ ABS ที่ติดรถมาก็ไม่ได้ขี้ระแวงชนิดที่ว่า เบรกหนักๆเมื่อไหร่ก็เอะอะทำงาน แต่เป็นระบบ ABS ที่ทำงานแค่เท่าที่จำเป็นเท่านั้น แถมยังทำงานได้ค่อนข้างเนียน ไม่มีแรงดีดส่งมาถึงก้านเบรกมากเท่าไหร่อีกด้วย

สรุป รีวิว Harley-Davidson Sportster S ถือเป็นบ็อบเบอร์-ครุยเซอร์ที่บ่งบอกถึงความเป็นรถมอเตอร์ไซค์ยุคใหม่จาก Harley-Davidson ได้เป็นอย่างดี ทั้งจากหน้าที่ดูทันสมัยมากยิ่งขึ้น ระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ถูกใส่มาให้แบบจัดเต็มมากกว่าเดิมขึ้นไปอีกขึ้น และสุดท้ายคือเครื่องยนต์ที่ปรับบุคลิกให้ผู้ใช้รถมอเตอร์ไซค์รุ่นใหม่สามารถเข้าถึงได้ง่ายยิ่งขึ้น ซึ่งในทางกลับกันมันก็อาจจะไม่ถูกใจเหล่าลูกค้าเก่าไปบ้าง แต่ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงความพยายามที่ทางค่ายอยากจะปรับตัวผลิตภัณฑ์ของตนเองให้สามารถลงมาจับตลาดผู้ใช้รุ่นใหม่ๆได้มากกว่าเดิมนั่นเอง

Harley-Davidson-Sportster-S-Power-Station
Harley-Davidson Sportster S 2022  จะมีเฉดสีให้ลูกค้าได้เลือกซื้อทั้งหมด 3 เฉดด้วยกัน ได้แก่ Vivid Black ซึ่งสนนราคาที่ 709,000 บาท และในฝั่งตัวรถสี Midnight Crimson กับ Stone Washed White Pearl ก็จะมีการปรับราคาขึ้นอีกเล็กน้อยเป็น 719,000 บาท โดยหากเพื่อนๆคนไหนสนใจ ก็สามารถเดินทางไปรับชมตัวรถคันจริงที่ศูนย์บริการ Harley-Davidson ทั่วประเทศตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปได้เลยครับ

ขอบคุณ AAS Harley-Davidson & Power Station ที่เอื้อเฟื้อตัวรถ Harley-Davidson Sportster S และสถานที่ให้ทีมงาน MotoRival ได้ทดสอบรถกันในครั้งนี้ครับ

Hãy bình luận đầu tiên

Để lại một phản hồi

Thư điện tử của bạn sẽ không được hiện thị công khai.


*